แนวคิดขั้นกว่าของ green movement

Dutch Design Week 2019

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019

Dutch Design Week 2019

ทุกวันนี้การเคลื่อนไหวของกรีนมูฟเม้นท์ (green movement) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาด การฟอกเขียว (greenwashing) ทำให้สินค้าหรือบริการดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงกระบวนการผลิตหรือแรงงานที่ใช้นั้น ยังคงผลิตและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจำนวนที่เท่าเดิม เช่นกันในด้านสถาปัตยกรรม 7% ของ CO2 ที่ถูกปล่อยออกมาบนโลก มาจากการสร้างตึกด้วยซีเมนต์

Author:
Verasu Sae-Tae

Editor :
Chatrawee Sentanissak
Year :
September, 2018
Published on :
The Momentum
Share on twitter
Share on pinterest
Share on facebook
Share on google
Share on email

“ถ้าไม่ใช่ตอนนี้…แล้วเมื่อไร” ความดัตช์กับอนาคตของชีววัสดุ

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019
VEEM ตึกเก่าที่กำลังถูกปรับปรุงในเป็นที่อยู่อาศัย หนึ่งในสถานที่จัดนิทรรศการ DDW19

งานแสดงนิทรรศการ Dutch Design Week (DDW) ไม่ใช่เป็นเพียงการติดฉลากในงานออกแบบหรือวิธีการออกแบบของชาวดัตช์ แต่งาน DDW คือการสะท้อนวัฒนธรรมและทัศนคติที่เป็นลักษณะเฉพาะของชาวเนเธอร์แลนด์ ผ่านออกงานนิทรรศการที่มุ่งเน้นไปที่การออกแบบในอนาคตและอนาคตของการออกแบบ

สำหรับชาวดัตช์นั้น Dutch Design เป็นทัศนคติ (attitude) ไม่ได้หมายถึงสัญชาติ การมองไปในอนาคตและตั้งคำถามที่ถูกต้องเพื่อหาคำตอบในการแก้ไขปัญหาหรือที่เรียกว่า (solution-oriented approach) เป็นทัศนคติในการออกแบบของชาวเนเธอร์แลนด์ นอกจากนั้นการรับฟังและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่ชาวดัตช์นั้นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

Dutch Design Week จัดขึ้นที่เมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทุกปีในฤดูใบไม้ร่วง ในปี 2019 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีงานนิทรรศการ งานจัดแสดงนวัตกรรม งานบรรยาย งานสถาปัตยกรรมชั่วคราว (pavilion) รวมถึง บาร์ และ ร้านค้าต่างๆ กระจายไปทั่วเมือง โดยภาษิตของงานในปี 2019 นี้คือ “ถ้าไม่ใช่ตอนนี้…แล้วจะเมื่อไร” (if not now, then when?) ซึ่งต่อเนื่องมาจากปี 2018 “ถ้าไม่ใช่พวกเรา…แล้วใครล่ะ” (if not us, then who?) โดยตัวงานสะท้อนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงศักยภาพของนักการออกแบบที่ส่งเสริมอนาคต การออกแบบที่ใส่ใจความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในไฮไลท์ของงานนี้ อยู่ที่เมือง Eindhoven นั่นคือ Strijp-R พื้นที่โรงงานเก่าที่เคยทำเครื่องเซรามิก ชิ้นส่วนประกอบวิทยุและทีวี ซึ่งในขณะนี้กำลังถูกพัฒนาและฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย สันทนาการ และการกีฬา การเก็บรักษาไว้ซึ่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของเมืองอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการฟื้นฟูครั้งที่นี้

ซึ่งก่อนที่การปรับปรุงนี้จะถูกอนุมัตินั้นจะต้องผ่านการค้นคว้าและศึกษาถึงคุณค่าและเอกลักษณ์ของเมืองก่อน

ภายในพื้นที่โครงสร้างเก่าของอาคาร เสาและ facade (ส่วนหน้าของอาคาร) รวมทั้งโครงสร้างเหล็กรอบๆ พื้นที่ เช่นท่อน้ำและสายไฟ ได้ถูกเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งในเอกลักษณ์ของเมืองนี้ ขณะที่เราเดินไปรอบๆ เราจะรับรู้ถึงความดิบของวัสดุ กลิ่นอายของสนิม โครงเหล็กและท่อมากมายที่พันพาดอยู่บนหัวของเราขณะที่เราเดินไปตามทางเดิน ล้อมรอบไปด้วยตึกที่สร้างด้วยอิฐและกระจก ทำให้เราหวนคิดถึงเสียงเครื่องจักรและภาพของเหล่าคนงาน ในสมัยที่อุตสาหกรรมแห่งนี้กำลังเติบโต ตึกเก่าที่สร้างด้วยอิฐและกระจกสูงเพื่อรับแสงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นที่จัดนิทรรศการ หนึ่งในสถานที่จัดงานนำเอานั่งร้านและตาข่ายสีฟ้ามาคลุมตัวตึกก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบโปรแกรมของตึกที่กำลังถูกปรับปรุงให้กลายเป็นที่จัดแสดงงานออกแบบ สร้างบรรยากาศที่ดึงดูดผู้คนได้ดีทีเดียว

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019
Biobasecamp- โดยสถาปนิก Marco Vermeulen

1
“If not now, then when”

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่าน ผู้คนได้ตื่นตัวต่อสภาวะร้อนโลก อากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ การรณรงค์ลดใช้ถุงพสาสติก และหันมาใช้ถุงผ้า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เป็นปัจเจกนิยม การเคลื่อนไหวสีเขียวถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือการตลาดของผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการต่างๆ การฟอกเขียว (greenwashing) ที่ทำให้สินค้าหรือบริการดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงกระบวนการผลิตหรือแรงงานที่ใช้นั้น ยังคงผลิตและปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในจำนวนที่เท่าเดิม แน่นอนการส่งเสริมให้คนปรับเปลี่ยนวิถีในการดำรงชีวิตด้วย ลด ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล นั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรทำ แต่คำถามคืออะไรคือก้าวต่อไปของ green movement ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมองภาพในวงกว้างออกไปจากพฤติกรรมส่วนบุคคล ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐจะสร้างข้อตกลงและนโยบายสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ กับเศรษฐกิจสีเขียว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัยที่สามารถเปลี่ยนวิธีการผลิตหรือย่อยสลายวัสดุที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีดำเนินชีวิตในวงกว้าง ถ้าไม่ใช่ตอนนี้…แล้วจะเป็นเมื่อไร

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019
สวนดาดฟ้าของ Biobasecamp

ถัดจากเดลฟ์ไปทางตอนใต้สู่เมืองรอตเทอร์ดาม มีตลาดนัดที่น่าไปเยี่ยมชมสักครั้งอย่างยิ่ง ตึกนี้เป็นอาคารผสมระหว่างที่พักอาศัย ตลาด และร้านอาหาร ออกแบบโดยสถาปนิกสัญชาติดัชซ์ MVRDV ในปีค.ศ. 2004 และสร้างเสร็จในปีค.ศ. 2014 ความพิเศษของตลาดนัดนี้อยู่ที่รูปทรงของตัวสถาปัตยกรรมที่สถาปนิกต้องการจะฉีกรูปแบบเดิมๆ ของตลาดนัดแบบยุโรปและสร้างจุดเด่นให้กับเมือง รูปทรงที่คล้ายทรงกระบอกผ่าครึ่ง ตรงกลางเป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 30 เมตรทำให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนและรู้สึกว่าตัวเราเองเล็กนิดเดียว ซึ่งรูปทรงในลักษณะนี้เรามักจะพบในงานสถาปัตยกรรมทางศาสนา

อีกสิ่งที่สร้างสีสันและชีวิตให้กับตลาดแห่งนี้คือภาพวาดสามมิติ ที่ถูกพิมพ์ลงไปบนแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิตกว่า 4000 แผ่นทั้งเพดานและผนังของโถงตลาด โดยเป็นภาพวาดเกี่ยวกับวัตถุดิบและอาหารที่ตกลงมาจากท้องฟ้า การใช้รูปสามมิติที่มีท้องฟ้าบนเพดานนี้เองที่สร้างมิติลวงที่ทำให้โถงของอาคารยิ่งดูสูงและใหญ่ขึ้นไปอีก เชื่อว่าแม้จะไม่ใช่สถาปนิก เมื่อได้เยือนตลาดนี้ก็น่าจะซาบซึ้งไปกับสิ่งที่ผู้ออกแบบพยายามสื่อสารออกมาได้แน่ๆ

2
Biobasecamp

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019

ที่ตั้งอยู่ในใจกลางของโซนฟื้นฟู Eindhoven Strijp-R ใน DDW19 คือพาวิลเลียนที่สร้างจากไม้ทั้งหมด ภายใต้ชื่อ Biobasecamp เพื่อกระตุ้นแนวคิดสถาปัตยกรรมชีวภาพในอนาคต ตัวพาวิลเลียนถูกออกแบบเป็นสวนดาดฟ้าไว้เป็นจุดชมวิว โดยพื้นและบันไดสร้างด้วยไม้แผ่นตามขนาดไม้ 16 เมตร x 3.5 เมตร โดยแผ่นไม้เหล่านี้ประกอบด้วยวิธี cross-laminated (CLT) ที่สามารถเพิ่มความหนาและขนาดได้ตามต้องการ สวนชั้นลอยนี้ตั้งอยู่บนโครงสร้างของลำต้นของต้นไม้ (Poplar tree) ลำต้นไม้เหล่าถูกตัดลงเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ระหว่างทางด่วนมอเตอร์เวย์จากเมือง Den Bosch สู่เมือง Eindhoven

โดยตัวใต้ถุนนี้เป็นที่ใช้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับไม้ แบบลำลองสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยไม้ รวมถึงบาร์และคาเฟ่ โดยตัวสถาปนิก Marco Vermeulen หวังว่าตัวพาวิลเลียนนี้จะเป็นสื่อในการรณรงค์ให้อุตสาหกรรมก่อสร้าง รัฐ และประชาชน เห็นถึงประโยชน์ของสถาปัตยกรรมไม้ เขายังกล่าวถึงปัญหาการแคลนที่อยู่อาศัยในอนาคตและการใช้ไม้เป็นวัสดุโครงสร้างที่สามารถสะสมคาร์บอนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอีกด้วย

เขากล่าวว่า “บ้านหนึ่งหลังจะใช้ไม้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ลูกบาศก์เมตร ถ้าเฉลี่ยจากพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 140,000 เฮคเตอร์ จะถ้าสร้างบ้านได้ปีละ 22,400 หลัง”

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019
The Growing Pavillion โดย Company New Heroes

3
The Growing Pavillion

อย่างไรก็ตามวัสดุชีวภาพนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ไม้เท่านั้น ถัดออกไปไม่ไกลจาก Biobasecamp เราจะพบวัตถุทรงกลมภายใต้ชื่อ The Growing Pavillion ออกแบบโดย บริษัท Company New Heroes โดยตัวพาวิลเลียนนั้นสร้างจากวัสดุชีวภาพหลายประเภท ไม้ถูกใช้เป็นโครงสร้างของอาคาร แผ่นพื้นทำจากการบีบอัดต้นพืชธูปฤาษี (cattail plant) หลังคากันน้ำด้วยผ้าฝ้าย เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากกระดานฟางข้าว และผนังส่วนนอก (facade) ทำมาจากเส้นใยจากเชื้อรา mycelium

ผิวสัมผัสและสีของวัสดุอินทรีย์ทำให้ผนังมีเอกลักษณะเฉพาะตัว ผนังด้านนอกเริ่มต้นจากการปลูกเห็ดนางรมโดยเส้นใยในรากของเห็ดเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวผนัง นอกจากนี้ภายในในงานผู้เข้าชมยังสามารถเก็บเห็ดนางรมที่ขึ้นจากวัสดุของผนังกลับบ้านได้อีกด้วย โดยหนึ่งในสถาปนิก Pascal Leboucq ผู้ออกแบบหวังว่าผนังเส้นใยเชื้อรานี้จะไม่เป็นเพียงตัวอย่างของนวัตกรรมในงานนี้เท่านั้น แต่เค้าอยากต่อยอดการใช้วัสดุชีวภาพให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ด้วยหลักการเดียวกับการใช้ไม้ในงานสถาปัตยกรรมที่กล่าวไว้ช้างต้น วัสดุอินทรีย์สามารถกักเก็บก๊าซ CO2 ไว้ในตัวมัน เป็นการช่วยลดระดับการปล่อยก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศนั้นเอง

verasustudio, themomentum, greenmovement, Dutch Design Week 2019
ภายใน The Growing Pavillion โดย Company New Heroes

4
What's Next?

การเลือกปัญหาที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในงานออกแบบ งานวิจัยค้นคว้าในสิ่งเล็กๆ ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ในวงกว้าง คือเอกลักษณ์และทัศนคติในงานออกแบบของชาวดัตช์ Biobasecamp และ The Growing Pavillion อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระุต้นให้ ภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน เห็นสิ่งโอกาสในอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้างในการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทุกวันนี้เราพูดถึงการติดฉลากอาคารเขียว การให้รางวัลสำหรับตึกประหยัดพลังงาน แต่หากตึกเหล่านั้นต้องมีการลงทุนกับอุปกรณ์ การติดตั้งเทคโนโลยีที่มีราคาสูงเพื่อทำให้ตึกได้ติดฉลากนั้น สิ่งเหล่าอาจกลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้

ความชำนาญและความเคยชินในวิธีก่อสร้างด้วยคอนกรีตและเหล็กในงานก่อสร้างนั้น อาจทำให้เราลืมนึกถึงวันที่เราขาดแคลนทรัพยากรเหล่านี้ เพราะทุกวันนี้เราใช้น้ำมันฟอสซิลมากกว่าที่โลกสามารถผลิตได้ใน 1000 ปีเสียอีก นอกจากนั้นแล้วเมื่อ 7% ของจำนวนก๊าซ CO2 ที่ถูกปล่อยมาในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเกิดขึ้นจากการผลิตซีเมนต์ การเปลี่ยนมาใช้วัสดุชีวภาพอาจจะเป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต การสร้างอาคารที่คำนึงถึงจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ยกตัวอย่างเช่นอาคารสูงที่ใช้ไม้เป็นโครงสร้างหลัก แนวคิดอาคารสมดุลคาร์บอน (carbon-neutral building) และ อาคารที่ใช้วัสดุ bio-bsaed สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการณรงค์จากหลายภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษในการก่อสร้างสำหรับอาคารเขียว หรือ การเก็บภาษีคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่แน่ในอนาคตการกักกับ CO2 ไว้ในตัวอาคารอาจจะเพิ่มรายได้ ดึงดูดผู้เช่าอาคาร หรือลดหย่อนภาษีแก่ผู้ประกอบการก็เป็นได้